ก่อนอื่นต้องขอแจ้งก่อนนะครับว่า

ข้อมูลในนี้ อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องตามหลักวิชาการทั้งหมด

และไม่ได้ถือว่าเป็นมาตรฐานที่ถูกต้องแต่อย่างใด

แต่เป็นการรวบรวมมาจากประสพการณ์ และข้อมูลจากเวปอื่นๆ

นำมารวบรวมให้ได้อ่านกัน และขออนุญาตเจ้าของข้อมูลท่านอื่น ไว้ณ.ที่นี้ด้วย

 

www.SiamTLR.com

www.SiamToyCam.com

LOMO & Vintage Cameras

เวปสำหรับคนรักกล้องเก่า และของสะสม

 

 


            1. ชอบภาพแนวไหน

                1.1 โลโมรุ่นใหม่ๆ ผลิตโดย Lomography แนวแฟนตาซี  พวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกล้องทอย ซึ่งให้ภาพแปลกๆ ออกไป เช่น ภาพกลมๆ บวมๆ หรือ ภาพเป็นช็อตต่อเนื่อง 4 ช๊อต 8 ช็อต หรือ ภาพเป็นรูปทรงแปลกๆ อีกหลายแบบ เช่น Fisheye , Frogeye , Actionsample , Supersample เป็นต้น

                ปัจจุบันมีผู้ผลิตรายอื่น ผลิตกล้องออกมาให้เล่นกันอีกหลายรุ่น หลายยี่ห้อ เช่น กล้องโรบ็อต , กล้องดอกไม้ เป็นต้น

                1.2 โลโมรุ่นคลาสสิก ภาพมาตรฐาน จะให้ภาพเป็นทรงสี่เหลี่ยมมาตรฐานทั่วไป ทั้งขนาดสี่เหลี่ยมจตุรัส หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้วแต่ประเภทฟิลม์ที่ใช้

                กล้องพวกนี้จะมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กล้องที่ผลิตโดยรัสเซียในอดีต ปัจจุบันไม่มีผลิตแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นกล้องมือสอง (มีบ้างที่เป็นของค้างสต็อคเก่าเก็บหลงเหลืออยู่บ้าง) เช่น Smena 8M , Smena 35 , LC-A เป็นต้น

                กับอีกพวกนึงเป็นกล้องผลิตใหม่ เช่น Holga , Diana+ , Diana F+ , LC-A+ เป็นต้น

                หมายเหตุ ภาพขาวดำ ภาพสีธรรมดา ภาพสีสไลด์ครอสฯ อยู่ที่การเลือกประเภทฟิลม์ที่จะใช้ โดยกล้องฟิลม์ทุกๆ รุ่น ทุกๆ ตัว สามารถจะใช้ฟิลม์อะไรก็ได้ อยู่ที่เราเลือกใช้เอง

            2. งบประมาณ

                งบประมาณน้อย ก็จะเป็น กล้องโดฟ กล้องวาสลีน หรือกล้องทอยต่างๆ รุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาเลียนแบบโลโม ราคาก็ไม่น่าจะเกิน 1,000.-

                งบประมาณ 2-5 พันบาท ก็จะเป็นพวก Smena , Holga ,  Fisheye , Colorsplash , Actionsample , Supersample , Diana +

                งบไม่จำกัด ก็ LC-A หรือ LC-A+ ราคาก็เหยียบหมื่น ถ้ามือสองก็ประมาณ 6-8 พัน

            3. ความยากง่ายในการใช้งาน

                กล้องทอย พวกนี้จะปรับอะไรไม่ได้เลยหรือได้ก็น้อยมาก ข้อดี คือถ่ายง่าย ข้อเสีย คือถ่ายได้เฉพาะที่มีแสงจัดๆ เท่านั้น การนำมาถ่ายในที่ร่ม ค่อนข้างยาก ต้องใช้เทคนิคเข้าช่วยพอสมควร เช่น Holga Fisheye Colorsplash Actionsample Supersample Diana

                กล้องออโต้ / กึ่งออโต้ พวกนี้จะมีระบบวัดแสงช่วยให้ถ่ายได้ทุกสภาพแสง เปอร์เซนต์ภาพที่ได้จะมีค่อนข้างสูง ข้อเสียคือ ราคาค่อนข้างแพง เช่น LC-A

                หรือกล้องรุ่นที่ไม่ใช่แบรนด์ Lomo แต่คุณภาพใกล้เคียงกัน แต่ราคามีถูกกว่า เช่น Olympus XA , XA2 , XA3  หรือแพงกว่าก็มี เช่น Cosina CX1 , CX2

                กล้องแมนนวล พวกนี้ต้องปรับตั้งค่าต่างๆ เองทุกอย่างค่อนข้างเยอะ คือ รูรับแสง ความเร็วชัตเตอร์ ระยะโฟกัส ข้อดีคือ สามารถถ่ายได้ทุกสภาพแสง ข้อเสียคือใช้ค่อนข้างยากในเบื้องต้น แต่ก็สามารถฝึกฝนได้ เช่น Smena 8M , Smena 35 , Lubitel 166B , Lubitel 166U , Fed , Zorki

                ปกติฟิลม์แต่ละชนิดจะมีน้ำยาสำหรับล้างเฉพาะของฟิลม์ประเภทนั้น (ยกเว้นฟิลม์ขาว-ดำบางรุ่นใช้น้ำยาเนกกะทีฟล้างได้) การครอสฯ คือ การสลับน้ำยาล้างนั่นเอง เช่น

        - เอาฟิลม์สไลด์ไปล้างน้ำยาเนกกะทีฟ จะได้สีจัดๆ เพี้ยนๆ อย่างที่เราชอบๆ กัน

        - เอาฟิลม์เนกกะทีฟไปล้างน้ำยาสไลด์ จะได้สีซีดๆ ตุ่นๆ ราคาก็จะแพงกว่าด้วย (น้ำยาสไลด์มันแพงกว่าครับ)

                แต่ถ้าล้างตรงๆ กับน้ำยาของมัน ก็จะเป็นภาพปกติที่เราเห็นๆ กันทั่วไปครับ

            วิคเนส หรือ ขอบดำๆ บริเวณรอบๆ ภาพ ซึ่งเป็นสเนห์อย่างนึงของกล้องโลโม แต่จะมีในบางรุ่นเท่านั้น เช่น LC-A Holga 120 และกล้องอีกหลายรุ่น ซึ่งอาจจะไม่ใช่กล้องในกลุ่มโลโม เช่น Olympus XA เป็นต้น

            และกล้องบางรุ่นก็สร้างวิคเนสเทียมๆ ขึ้นมา โดยใช้แผ่นพลาสติกกรุไว้ด้านในกล้อง เพื่อให้เกิดเป็นเงาคล้ายๆ กับวิคเนส เช่น กล้อง Holga 135BC

            ส่วนที่มานั้นบ้างก็ว่าเกิดจากเลนส์ บ้างก็ว่าเกิดจากม่านชัตเตอร์ ประกอบแสงเงาและองค์ประกอบภาพที่จะถ่าย เช่น มักจะเกิดกับภาพที่ถ่ายย้อนแสง หรือถ่ายพื้นผิวเรียบๆ เป็นต้น

 

            เอาแบบคร่าวๆ ก็มี 3 ประเภท

        1. ฟิลม์สีเนกกะทีฟ

            เป็นฟิลม์สีธรรมดาที่บางทีจะมีคำต่อท้ายว่า color เช่น Fujicolor มีขายตามร้านทั่วไป ราคาประมาณ 80 บาทถึง 100 ต้นๆ แต่เดี๋ยวนี้มีฟิลม์จากจีนนำเข้ามาราคาถูกๆ ประมาณ 50 บาท เช่น ฟิลม์ลักกี้ เป็นต้น

            ข้างๆ กล่องจะเขียนไว้ว่า For Color Prints หรือ Color Negative Film

            Process โดย AP70 , C41 , CNK-4 (การล้าง)

        2. ฟิลม์สีสไลด์

            ตัวนี้เป็นฟิลม์ที่ขาโลโมเอามาล้างครอสฯ กันครับ ส่วนใหญ่จะมีคำว่า Chrome ต่อท้ายเช่น Fujichrome Kodakchrome จะมีขายเฉพาะแหล่งเท่านั้น ราคาค่อนข้างสูง คือประมาณ 100 กลางๆ ถึง 300 กว่าบาท

            ข้างๆ กล่องจะเขียนไว้ว่า For Color Slides หรือ Color Reversal Film

            Process โดย CRK-2 , E-6 , CR-56 (การล้าง)

        3. ฟิลม์ขาวfดำ

            ก็ตามชื่อนั่นแหละครับ ถ่ายออกมาเป็นสีขาว ดำ และเทา มักมีคำว่า PAN ต่อท้าย ราคาค่อนข้างจะถูก พอๆ กับฟิลม์สีเนกกะทีฟ ยกเว้นบางรุ่นจะราคาค่อนข้างสูง เช่น Kodak T-max

            ข้างๆ กล่องจะเขียนไว้ว่า For Black & White  Prints หรือ Black & White Nagative Film

            Process โดย  D-79 , XTOL , T-MAX , MICRODOL-X , HC-110(การล้าง)

            ปล. ส่วนใหญ่ที่มีขายกันอยู่จะเป็นขาวดำเนกกะทีฟ ส่วนขาวดำสไลด์จะค่อนข้างหายากซักหน่อย

            ทั้ง 3 ประเภท แบ่งเป็นขนาดต่างๆ ได้อีก เช่น ขนาด 110 , 135 , 120 หรืออื่นๆ อีกหลายแบบ เช่น 126 127 620 ฯลฯ ขอไม่กล่าวถึงละกัน

        ขนาด 110mm

            เป็นฟิลม์ที่ใช้ในกล้องขนาดเล็ก เป็นฟิลม์กลักมีขนาด 12 และ 24 รูป ส่วนใหญ่จะเจอแต่ฟิลม์สีเนกกะทีฟ และขาวดำ ไม่แน่ใจว่ามีสไลด์หรือเปล่า กล้องที่ใช้ฟิลม์ประเภทนี้ ได้แก่ Holga Mini , Pentax auto 110  , Minolta Zom และกล้องสายลับ หรือกล้องสปายในสมัยก่อน

        ขนาด 135mm

            เป็นฟิลม์ขนาดเล็กถ่ายได้ 36 รูปในกล้องปกติ และ 72 รูปในกล้องฮาฟเฟรม มีฟิลม์ 135 หลายรุ่นที่ทำมาแบบ 12 รูป หรือ 24 รูปก็มีครับ กล้องที่ใช้ฟิลม์ประเภทนี้ เช่น LC-A Smena และอื่นๆ ซึ่งเป็นกล้องส่วนใหญ่

        ขนาด 120mm

            เป็นฟิลม์ขนาดกลาง ถ่ายได้ 12 รูปปรกติ (ขนาด 6x6) แต่ก็สามารถปรับได้เป็น 16 (ขนาด 6x4.5) หรือ 8 รูป (ขนาด 6x9) กล้องที่ใช้ฟิลม์ประเภทนี้เช่น Holga 120 หรือกล้อง Twin Lens ต่างๆ

            ฟิลม์ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น สามารถแบ่งได้อีก ตามความไวแสง Film Speed มีหน่วยเป็น ISO ให้เราได้เลือกซื้อกัน เช่น ฟิลม์ 100 200 400 หรืออีกหลายขนาด เช่น 25 60 1000 3200 6400 แต่ไม่ค่อยจะมีกันในบ้านเรา

            หน่วยที่ใช้วัดค่าความไวแสงของฟิลม์ มีอยู่หลายหน่วย ดังนี้

    1. ASA เป็นของอเมริกา (มีค่าเท่ากับ ISO)

    2. DIN เป็นของเยอรมัน

    3. GOST เป็นของรัสเซีย

    4. JIS เป็นของญี่ปุ่น (มีค่าเท่ากับ ISO)

    5. ISO เป็นระบบสากลซึ่งกำหนดขึ้นมาใหม่

            ฟิลม์ที่มีความไวแสงต่ำ เช่น ISO 25-64 เหมาะกับการถ่ายภาพในที่มีแสงสว่างมากๆ เนื้อฟิลม์มีความละเอียดสูงมาก สามารถนำภาพไปขยายให้มีขนาดใหญ่ได้ดี

            ฟิลม์ทีมีความไวแสงปานกลาง เช่น 100  เหมาะกับการถ่ายภาพในที่มีแสงสว่างปานกลาง ใช้ถ่ายภาพทั่วๆ ไป ให้ความละเอียดพอสมควร

            ฟิลม์ทีมีความไวแสงสูง เช่น 400 เหมาะกับการถ่ายภาพในที่มีแสงสว่างน้อย เนื้อฟิลม์ค่อนข้างหยาบ ไม่เหมาะจะนำภาพไปขยาย

            ดังนั้นการอ่านค่าฟิลม์ที่เราจะซื้อแต่ละครั้งที่จำเป็นต้องรู้ก็คือ ขนาด ประเภทสี  ISO เช่น ฟิลม์สไลด์ ขนาด 135 mm ISO 200 เป็นต้น

            ข้อแรก คือ ราคามันถูก ฟิลม์หลังจากหมดอายุ ราคาจะตกลงไปเรื่อยๆ ตามอายุ จนเหลือไม่ถึงครึ่งของราคาปกติ เช่น ราคาปกติ 180.- พอหมดอายุแรกๆ ก็สัก 150.- พอเป็นปีก็จะเหลือซัก 100.- หรือไปเรื่อยๆ ก็จะเหลือสัก 80.- ถูกกว่านั้นก็คงหาได้ยาก ไม่เหมือนเมื่อก่อนม้วนละ 10.- บาทยังหาซื้อได้เลย

            ส่วนข้อต่อไปก็คือ เมื่ออายุมากขึ้นเรื่อยๆ น้ำยาที่เคลือบไว้มันก็จะเริ่มเสื่อม ภาพที่ได้จะมีลักษณะ สีตุ่นๆ เกรนเริ่มแตกลายงาน จะได้ภาพแปลกๆ ไปอีกแบบนึง บางคนจะชอบภาพประเภทนี้ มันเหมือนภาพเก่าๆ ที่ถ่ายไว้นานแล้ว

            การเก็บรักษา ควรเก็บไว้ในตู้เย็นช่องแช่ผัก สามารถเก็บได้เป็น 10 ปี โดยลดคุณภาพลงไปเรื่อยๆ ไม่เร็วมากนัก หากไว้ข้างนอก ปีเดียวอาจะใช้ไม่ได้แล้วก็มี ลักษณะของฟิลม์ที่เสียแล้ว คือ ถ่ายออกมาภาพจะเกือบไม่มีสีเลย บางทีก็กลายเป็นขาวดำไปเลย

            แหล่งหาฟิลม์เก่า ก็จะเป็นพวกร้านถ่ายรูปในต่างจังหวัด ยังพอหาได้บ้าง ในกรุงเทพฯ ไม่เหลือแล้วครับ

 


            LC-A Standard เป็นกล้อง LC-A รุ่นแรกๆ ผลิตประมาณปี 18xx ถึง 19xx ส่วน Lomo Boy ผลิตประมาณปี 2000 ขึ้นมาในช่วงสั้นๆ แต่การใช้งาน รูปร่างหน้าตาการปรับค่าต่างๆ เหมือนกันหมด ต่างกันที่ Boy จะมีรูปหน้าเด็กอยู่ข้างหน้าด้วย

            LC-A รุ่นแรกๆ จะมีการตกแต่งแตกต่างกันออกไป เช่น มี Logo ภาษาอังกฤษ หรือ ภาษารัสเซีย และมีข้อแตกต่างกันอีกหลายจุดในแต่ละรุ่น เนื่องจากช่วงการผลิตค่อนข้างยาวนาน

            แต่ทั้งสองตัวเป็นกล้องที่ผลิตในโรงงานโลโมของรัสเซีย ทั้งบอดี้และเลนส์

            Serial Number ของ LC-A Standard ใน 2 หลักแรกจะเป็น ปี คศ. ที่ผลิต เช่น 89*****

            ส่วนของ LC-A Boy ใน 2 หลักแรกจะเป็นตัวอักษร เช่น XA*****  , XM****

            - รุ่น + มีโหมดออโต้อย่างเดียว ส่วนตัวเก่าจะมีทั้งออโต้และกึ่งออโต้ (คือปรับรูรับแสงได้)

            - รุ่น + ปรับ ISO ได้สูงกว่ามากถึง 1600 ตัวเก่าถึงแค่ 400

            - รุ่น + สามารถถ่ายภาพซ้อนได้ ตัวเก่าไม่ได้ต้องโมฯ เอง

            - รุ่น + สามารถต่อสายลั่นชัตเตอร์ได้ ตัวเก่าไม่ได

            - รุ่น + แบ่งเป็น 2 รุ่นย่อยๆ คือ รุ่นแรกบอดี้ผลิตในจีน เลนส์ผลิตในรัสเซีย เรียกว่า LC-A+ RL

            - รุ่นต่อมาก็คือรุ่นปัจจุบัน ผลิตในจีนทั้งบอดี้และเลนส์ โดยราคาของรุ่น RL จะสูงกว่านิดหน่อย

            - ส่วน LC-A รุ่นเก่า ทั้ง Standard และ Boy ผลิตในรัสเซียทั้งหมด

        ทั้ง 2 รุ่นนี้เป็นยี่ห้อ LOMO เหมือนกัน ใช้เลนส์ตัวเดียวกัน T-43 ระบบชัตเตอร์ก็เหมือนกัน ดังนั้นภาพที่ได้ก็จะเหมือนๆ กัน แต่จะมีจุดแตกต่างกันนิดหน่อย ดังนี้

ระบบ

Smena 8M Smena 35
แฟลช Pc Sync หรือแฟลชแบบมีสาย Hot Shoe แฟลชรุ่นใหม่
การใส่ฟิลม์ Spool ถอดได้ Spool ติดอยู่ในกล้อง
กระเป๋า กระเป๋าหนังพร้อมสาย ซองผ้า/หนัง สายคล้องมือ
ฟิวเตอร์ แบบเกลียว ไม่มีเกลียว
ฝาเลนส์ ไม่มี มี
ไกขึ้นชัตเตอร์ ด้านข้าง ชอบติดนิ้วเวลาถ่าย ย้ายไปด้านบน ไม่ติด

 

  Lubitel / Lubitel 1

  Lubitel 2 

  Lubitel 166 

  Lubitel 166B 

  Lubitel 166U 

Lens

3 element (uncoated) T22

3 element (coated) T22

Focal Length

75mm (taking), 60mm (viewing)

Maximum Aperture

F4.5 (taking), F2.8 (viewing)

Picture Size

6x6cm

6x6cm & 6x4.5cm

Shutter

5 speed ZT-5 + B

ZT-5 or ZT-8

ZT-?

5 speed ZT-8 + B

Flash Sync

No

X at all speeds, M at 1/15 & B

Filter Size

27mm (push on)

40.5mm (screw fit)

Self Timer

No

Yes

No

Yes

When Made

1949-1956

1955-1980

1976-1986

1980

1983-1996?

        Holga 120 ทั้งหมดมีระบบชัตเตอร์เหมือนกัน แต่มีจุดต่างๆ กันที่ ประเภทของเลนส์ และระบบแฟลชดังนี้

รุ่น เลนส์ แฟลชในตัว หมายเหตุ
120S พลาสติก (ฟุ้ง) - ไม่มีชัตเตอร์ B
120N พลาสติก (ฟุ้ง) - มี Hot shoe ต่อแฟลชภายนอกได้
120FN พลาสติก (ฟุ้ง) F แฟลชขาว ไม่สามารถต่อแฟลชเพิ่มได้อีก
120CFN พลาสติก (ฟุ้ง) CF แฟลช 5 สี ไม่สามารถต่อแฟลชเพิ่มได้อีก
120GN G แก้ว (ภาพคมกว่านิดหน่อย) - มี Hot shoe ต่อแฟลชภายนอกได้
120GFN G แก้ว (ภาพคมกว่านิดหน่อย) F แฟลชขาว ไม่สามารถต่อแฟลชเพิ่มได้อีก
120GCFN G แก้ว (ภาพคมกว่านิดหน่อย) CF แฟลช 5 สี ไม่สามารถต่อแฟลชเพิ่มได้อีก

- Holga 135BC ใช้ฟิลม์ขนาด 135 ได้อย่างเดียว

- Holga 120 ใช้ฟิลม์ขนาด 120  ภาพที่ได้จะติดวิคเนสเฉพาะฟิลม์ 120 เท่านั้น

  รุ่น 120 นี้สามารถโมดิฟายให้ใช้ฟิลม์ขนาด 135 ก็ได้แต่จะไม่มีวิคเนส และยังถ่ายให้ติดหนามเตยหรือไม่ก็ได้

- 135BC จะมีเลนส์ขนาดเล็กกว่า 120  ดังนั้นภาพที่ได้จะติดวิคเนสสำหรับฟิลม์ 135 พอดี ไม่สามารถใช้ฟิลม์ 120 ได้

- วิคเนสที่ได้จากกล้อง 135BC เป็นวิคเนสเทียมๆ คือ ใช้แผ่นพลาสติก กรุด้านในให้เป็นเงา

- มีกล้องอีกรุ่นหนึ่ง คือ Holga 135 ตัวนี้จะเป็นกล้องตัวเดียวกัน แต่ไม่ได้กรุแผ่นพลาสติกไว้ด้านใน ทำให้ได้ภาพปกติ

เลนส์แก้วจะมีความคมชัดของภาพ สูงกว่าเลนส์พลาสติกนิดหน่อย แต่ถ้าไม่เอามาเปรียบเทียบกันจุดต่อจุด แทบจะดูไม่ออกเลย

ภาพตัวอย่างไม่ทราบที่มา ขออนุญาตเจ้าของมาณ.ที่นี้ด้วยครับ

            ปกติ Holga 120 นั้นจะใช้ฟิลม์ขนาด 120 การโมดิฟายเพื่อให้สามารถใช้ฟิลม์ 135 ได้นั้นสามารถทำได้ โดยเราสามารถจะถ่ายภาพได้มากขึ้น ประมาณ 20 กว่ารูป และสามารถจะเลือกได้ว่าเป็นขนาดธรรมดา หรือแบบพาโนรามา (ภาพมุมกว้าง)

            แต่เนื่องจากกล้องนั้นไม่มีระบบล็อคฟิลม์ 135 เราจึงจำเป็นจะต้องใช้การนับคลิก เพื่อหมุนลูกบิดเลื่อนฟิลม์ในการถ่ายรูปแต่ละรูป ดังนี้

            การใช้ อแดปเตอร์ 135 แบบธรรมดา นับ 26 คลิก

            การใช้ อแดปเตอร์ 135 แบบพาโนรามา (ติดหนามเตย) นับ 36 คลิก

            การโมดิฟายเอง (ไม่ใช้อแดปเตอร์)  ต้องนับตามตารางด้านล่าง

ขออนุญาติผู้จัดทำไว้ณ.ที่นี้ด้วย

            จากตารางด้านบนใช้สำหรับนับคลิกในการเลื่อนฟิลม์ 135 ส่วนวิธีการทั้งหมด สามารถ ดูได้ตามนี้ครับ คลิก

            สามารถ ดูได้ตามนี้ครับ คลิก

 


- แฟลช PC sync เป็นแฟลชที่เชื่อมต่อกับกล้องโดยใช้สาย โดยแท่นเสียบด้านบนเป็นแค่ที่เสียบเท่านั้น เช่น กล้อง Smena 8M , Fed 2 , etc

- แฟลช Hotshoe เป็นแฟลชที่เชื่อมต่อกับกล้องโดยใช้แท่นเสียบด้านบน โดยไม่จำเป็นต้องใช้สาย เช่น LC-A , Smena 35 , Fed 5 Holga etc.

- กล้องบางรุ่นสามารถใช้ได้ทั้ 2 แบบ เช่น Olympus Trip 35 , Olympus Pen EE-3 etc

- การสังเกตุ แฟลชที่เป็น Hot shoe จะมีขั้วกลมๆ อยู่ตรงกลางแท่นเสียบ ส่วน PC Sync จะเป็นแท่นโลหะเรียบๆ ไม่มีขั้ว

- ส่วนตัวแฟลช บางรุ่นสามารถใช้งานได้ทั้ง 2 ระบบ แต่แฟลชรุ่นใหม่ๆ ที่ขายกันอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็น Hot shoe

        กล้อง Half frame คือ กล้องที่มีระบบกลไกการเลื่อนฟิลม์แตกต่างจากกล้องปกติ คือ เลื่อนทีละครึ่งนึง ทำให้สามารถถ่ายได้เป็น 2 เท่าของฟิลม์ปกติ คือ ถ้าใช้ฟิลม์ 36 รูป ก็จะได้ 72 รูป ถ้าใช้ฟิลม์ 24 ก็จะได้ 48 รูป ส่วนใหญ่จะใช้กับฟิลม์ 135 เท่านั้นครับ ไม่เคยเห็นในฟิลม์ขนาดอื่น เช่น  Olympus Pen , Agfa Paramat , Agfa Parat , Chajka , Fed Micron , Agat 18 , Mercury , Canon Demi etc

        กล้องบางรุ่นสามารถปรับได้ว่าจะใช้ Full Frame หรือ Half Frame เช่น Konica Auto Reflex.

        กล้องบางรุ่นสามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ เช่น Olympus PEN-F , Cannon Demi C , Konica Auto Reflex

        1. ระบบช่องมองภาพระบบสายตา Viewfinder

            ระบบนี้จะใช้ช่องมองเพื่อจัดองค์ประกอบภาพเท่านั้น แต่ไม่สามารถวัดระยะได้ การวัดระยะต้องทำดังนี้

            1.1 ระบบออโต้โฟกัส ระบบนี้จะไม่ต้องวัดระยะ การถ่ายจะชัดเจนตลอด นับจากระยะที่ใกล้สุดออกไป จนถึงอินฟินิตี้ เช่นกล้อง Olympus Pen EE-2 , EE-3 เป็นต้น

            1.2 ระบบโซนโฟกัส ระบบนี้จะใช้การกะระยะเป็นช่วงๆ ตามที่ปรากฎที่กระบอกเลนส์ การถ่ายจะชัดเจนในช่วงที่ระบุเท่านั้น เช่น 1m , 3m , 5m , อินฟินิตี้ เช่น กล้อง LC-A , Smena 8M , Olympus Pen EES-2 เป็นต้น

        2. ระบบช่องมองภาพแบบปรับระยะได้ Rangfinder (RF)

           ระบบนี้เป็นระบบการหาระยะชัดโดยใช้อุปกรณ์ซึ่งติดตั้งอยู่กับช่อง Viewfinder และกระจกสะท้อน โดยทำงานสัมพันธ์กับการหมุนเลนส์ ทำให้เราสามารถปรับระยะชัดได้พร้อมกับการเล็งในครั้งเดียว เช่น Fed 2 , Zorki , Yashica Electro 35 , Leica IIIf , Leica M3 เป็นต้น

        3. ระบบ Twin Lens Reflex (TLR)

           ระบบนี้จะมีเลนส์ 2 เลนส์ โดยเลนส์ตัวบนใช้สำหรับการโฟกัสโดยสะท้อนผ่านกระจกเงาธรรมดา ทำให้ภาพที่มองเห็นจะกลับจากซ้ายไปขวา  ส่วนเลนส์ตัวล่างใช้สำหรับการถ่ายภาพจริงๆ เช่น Lubitel 166B , 166U , Yashica 635 , Yashica 124G , Rolleiflex เป็นต้น

        4. ระบบ Single Lens Reflex (SLR)

           ระบบนี้ จะเป็นระบบการโฟกัสผ่านเลนส์ที่ถ่ายจริงๆ โดยใช้ระบบการสะท้อนภาพผ่านแท่งปริซึม ภาพที่เห็นจึงเสมือนจริงมากที่สุดในระบบของการโฟกัส เช่น Pentax K1000 , Olympus OM10 , Nikon FM2 , Canon AE เป็นตัน

        1. เลนส์ธรรมดา หรือ เลนส์มาตรฐาน Normal & Standard Lens

กล้องฟิลม์ 35mm ที่เปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ความยาวโฟกัสประมาณ 38-45 mm เช่น กล้องคอมแพ็ค หรือกล้องทอยต่างๆ

กล้องฟิลม์ 35mm ที่เปลี่ยนเลนส์ได้ ความยาวโฟกัสประมาณ 50-58 mm เช่น กล้อง SLR

กล้องฟิลม์ 120mm ความยาวโฟกัสประมาณ 75-90 mm เช่น กล้อง TLR กล้อง 120 ทั่วไป

        2. เลนส์มุมกว้าง Wide - Angle Lens

- มุมกว้างธรรมดา ประมาณ 25 - 40mm

- มุมกว้างมากภาพธรรมด ประมาณ 15 - 24mm

- มุมกว้างมากภาพบิดโค้ง ประมาณ 15 - 24mm

- มุมกว้างพิเศษ ประมาณ 6 - 8mm เช่น เลนส์ฟิชอาย

        3. เลนส์ถ่ายไกล Telephoto Lens

- ถ่ายไกลระยะสั้น ประมาณ 80 - 135mm

- ถ่ายไกลระยะปานกลาง ประมาณ 150 - 250mm

- ถ่ายไกลระยะไกล ประมาณ 300 - 600mm

- ถ่ายไกลระยไกลพิเศษ ประมาณ 800 - 2000mm

    นอกจากนี้ยังมีเลนส์ถ่ายไกลแบบราคาประหยัดใช้สวมต่อกับเลนส์ปกติ ช่วยเพิ่มความยาวโฟกัสอีก เช่น Teleplus หรือ Teleconverter แต่ข้อเสียคือ ตัดทอนแสง และลดความคมชัดลงไป

        4. เลนส์ซูม Zoom Lens

        คือ เลนส์ที่สามารถเปลี่ยนความยาวโฟกัสได้ เช่น 35 - 70mm , 80 - 200mm เป็นต้น ข้อเสีย คือ ความคมชัดจะลดน้อยลง แต่ก็จะได้ความสะดวกมากขึ้น

        5. เลนส์ถ่ายใกล้  Macro Lens

        คือ เลนส์ที่ใช้ถ่ายในระยะใกล้มากๆ ประมาณ 1 - 2 ฟุต ช่วยให้วัตถุเล็กๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น

        Focal Lebgth คือ ระยะทางจากศูนย์กลางโฟกัสของเลนส์ ถึงระนาบของฟิลม์ เมื่อเลนส์ตั้งระยะชัดไว้ไกลสุด Infinity จะเขียนบอกไว้ที่หน้าเลนส์ เช่น 50mm  35mm เป็นต้น เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสสั้น เช่น 28mm จะให้ภาพที่ที่เป็นมุมกว้าง และมีช่วงความคมชัดมากกว่า เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสยาว เช่น 50mm

        กรณีเลนส์มีหลายชิ้น ใช้นับจากระยะของเลนส์ชิ้นในสุด

        Lens Speed มีค่าบอกเป็น F/value กำกับไว้ที่หน้าเลนส์ หมายถึง ความกว้างของขนาดรูรับแสงของเลนส์เมื่อเปิดกว้างสุด เช่น F/2.8 , F/3.5 เป็นต้น

 

Go Top